หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีความคิดและวางแผนจะเริ่มต้นกิจการในธุรกิจร้านกาแฟ เชื่อว่าบทความนี้จะเป็นไกด์ไลน์ที่ดีให้กับคุณ กับ 10 ข้อควรรู้ เตรียมพร้อมก่อนเปิดร้านกาแฟ เพราะการวางแผน และการเตรียมความพร้อมที่ดี จะช่วยให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจร้านกาแฟ ที่ถึงแม้จะมีผู้เล่นมากมายในตลาด แต่ความต้องการของกาแฟก็เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ยืนยันด้วยสถิติจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เปิดเผยข้อมูลว่า
ในปัจจุบัน คนไทยบริโภคกาแฟในประเทศสูงสุดถึง 70,000 ตันต่อปี และมีมูลค่าตลาดกาแฟรในช่วงปี 2564-2566 ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 9% เลยทีเดียว ทำให้ยังมีธุรกิจร้านกาแฟร้านใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ เนื่องจากโอกาสธุรกิจร้านกาแฟยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก และถ้าหากไม่อยากพลาดโอกาสนี้ ไปจดเช็คลิสค์เตรียมความพร้อม ก่อนเปิดร้านกาแฟได้ที่บทความนี้เลย

10 ข้อที่ควรเตรียมก่อนเปิดร้านกาแฟ
1. อุปกรณ์และเครื่องชงกาแฟ จัดเป็นอุปกรณ์ที่เป็นพระเอกและเป็นหัวใจหลักของร้าน สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งโดยปกติแล้ว เครื่องชงกาแฟจะมีให้เลือกหลกหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการชง ไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟแบบเอสเพรสโซ่ การดริป หรือการใช้เครื่องกดกาแฟแบบ Flare เป็นต้น รวมไปถึงขนาดของเครื่อง ที่การเลือก Spec ของเครื่องชงกาแฟก็ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของร้าน และมีความสอดคล้องกับเงินลงทุนและราคาขายที่ตั้งขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อการคืนทุนที่เร็ว และได้ผลตอบแทนที่ดี
โดยเครื่องชงกาแฟที่เหมาะสำหรับการลงทุนในธุรกิจกาแฟ จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 25,000-100,000 บาทสำหรับเครื่องชงกาแฟ 1 หัว และ 90,000-150,000 บาท สำหรับเครื่องชงกาแฟ 2 หัว ไม่เพียงเท่านี้ แต่อุปกรณ์เสริมสำหรับการชงกาแฟเช่น เครื่องบดกาแฟ ก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกอุปกรณ์และเครื่องชงกาแฟที่มีคุณภาพดี จะทำให้การชงมีความเสถียร แรงดันน้ำและอุณหภูมิสม่ำเสมอ ส่งผลไปยังรสชาติกาแฟที่ดี ที่แม้การลงทุนอาจจะสูง แต่ผลตอบเทนระยะยาวคุ้มค่าแน่นอน
2. เมล็ดกาแฟ มีพระเอกแล้วก็ย่อมต้องมีนางเอก นั่นก็คือเมล็ดกาแฟที่เราจะเลือกใช้กับร้านของเรานั่นเอง เพราะกาแฟจะอร่อยได้ เริ่มต้นที่เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ โดยเมล็ดกาแฟนั้น มีทั้งที่ผลิตได้เองในประเทศไทย และการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทย จะมีการผลิตกาแฟทั้งสิ้นสองสายพันธุ์ด้วยกันคือ กาแฟพันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) นิยมปลูกมากในภาคใต้ ให้ความเข้มข้น แต่ไม่หอม และกาแฟพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ที่ให้ความหอมนุ่มนวลมากกว่าโรบัสต้า แต่มีความเข้มและคาเฟอีนน้อยกว่า และราคาสูงกว่าสายพันธุ์โรบัสต้า นิยมปลูกมากที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แมฮ่องสอน และตาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เมล็ดกาแฟที่นิยมใช้กับร้านกาแฟมักจะเป็นสายพันธุ์อาราบิก้านั่นเอง
3. เครื่องทำน้ำแข็ง โดยทั่วไปแล้ว ร้านกาแฟส่วนมากจะมีเครื่องทำน้ำแข็งเป็นของตัวเอง เพราะเป็นหนึ่งสิ่งขาดไม่ได้สำหรับเมนูเย็นและเมนูปั่น การมีเครื่องทำน้ำแข็งเป็นของตัวเอง จะทำให้ผู้ขายไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำแข็งหมด หรือน้ำแข็งยังไม่มาส่ง อีกทั้งการทำน้ำแข็งเอง ยังสามารถการันตีความสะอาดได้อีกด้วย ซึ่งวิธีเลือกเครื่องทำน้ำแข็งนั้น ควรเลือกขนาดให้เหมาะสมกับปริมาณการขายในแต่ละวัน
4. เครื่องปั่น ต่อเนื่องมาจากหัวข้อด้านบน ที่ถ้าหากร้านของเรามีเมนูปั่นไม่ว่าจะเป็น Smoothie หรือ Frappe เครื่องปั่นเองก็มีความสำคัญ เพราะทำให้เมนูของร้านมีความหลากหลายมายขึ้นด้วยเมนูน้ำปั่นชนิดอื่นๆ นอกเหนือไปจากกาแฟ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้ต้องการดื่มกาแฟในช่วงเวลานั้นๆ และสำหรับเมนู Smoothie ควรเลือกเครื่องปั่นแบบมอเตอร์กำลังวัตต์ 1,500 วัตต์ขึ้นไป เพื่อความนุ่มละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้
5. ภาชนะบรรจุ (Packaging) หลายๆ ร้านเองก็ให้ความสำคัญกับภาชนะบรรจุ หรือ Packaging ของร้านเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนหน้าตาของร้าน โดยเราสามารถออกแบบโลโก้ของร้าน เพื่อพิมพ์โลโก้สวยๆ ลงบนแก้วกาแฟแสดงถึงเอกลักษณ์ของร้าน พร้อมให้ลูกค้าถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย เพื่อเพิ่มการโฆษณาร้านให้เป็นที่รู้จักอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ในปัจจุบันที่กระแสความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่ทำมาจากพลาสติกย่อยสลายได้ หรือแม้กระทั่งหลอดกระดาษ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยรักษ์โลกและเพิ่มภาพพจน์ที่ดีให้แก่ร้านค้าได้
6. การตกแต่งร้าน และป้ายเมนู
ถึงแม้จะเป็นองค์ประกอบที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรสชาติกาแฟโดยตรง แต่บรรยากาศและการตกแต่งร้านที่สวยงามโดนใจ มักจะดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้เสมอ ซึ่งเราสามารถตกแต่งร้านได้ตรงใจด้วยการปรึกษาสถาปนิกหรือนักออกแบบเพื่อช่วยดีไซน์การจัดวางตำแหน่งของเคาน์เตอร์และพื้นที่ใช้สอยในร้านให้ลงตัว นอกจากนี้ป้ายเมนูที่ชัดเจนอ่านง่าย ก็ควรเตรียมพร้อมไว้เช่นกัน ยิ่งถ้าหากมีเมนูที่เป็นขนมและอาหารขายร่วมด้วย การมีภาพประกอบสวยๆ จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
7. อุปกรณ์ทำอาหาร/ ทำขนม
สำหรับร้านที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายของเมนูนอกเหนือไปจากกาแฟ ก็สามารถวางแผนการขายขนมจำพวกเบเกอรี่และเค้ก หรืออาหารร่วมด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่น เค้กประเภทต่างๆ แซนวิช ขนมปังปิ้ง ชุดอาหารเช้า เป็นต้น ทำให้อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องมีอุปกรณ์ทำอาหารเพิ่มเข้ามาสำหรับประกอบเมนูเหล่านี้
8. ระบบกรองน้ำร้านกาแฟ
อาจจะเป็นหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไป แต่น้ำถือเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจกาแฟเนื่องจากคุณภาพของน้ำ จะส่งผลโดยตรงต่อรสชาติกาแฟเมื่อน้ำผ่านเข้าเครื่องชงและเกิดกระบวนการสกัด ดังนั้นน้ำที่ดีต่อการชงกาแฟควรเป็นน้ำที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ ไม่มีสารเคมีและไม่มีตะกอนอยู่ในนั้น ทำให้การวางแผนระบบน้ำในร้านกาแฟมีความสำคัญ และร้านกาแฟส่วนใหญ่จะนิยมวางแผนระบบกรองน้ำร้านกาแฟด้วยการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ
เพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพสำหรับการสกัดกาแฟ และมีปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสม ส่งผลต่อรสชาติกาแฟที่ดี และไม่ทำให้เกิดตะกรันในเครื่องชงกาแฟ โดยการกรองแบบ Ultrafiltration (UF) และการกรองน้ำแบบ Reverse Osmosis (RO) เป็นรูปแบบการกรองที่นิยมและเหมาะสมสำหรับธุรกิจร้านกาแฟ เนื่องจากเป็นการกรองที่มีความละเอียดสูง ตั้งแต่ 0.01-0.0001 ไมครอน ทำให้สามารถกรองสิ่งสกปรก ได้น้ำที่มีโมเลกุลเล็กและสะอาดนั่นเอง ซึ่งหากเราไม่มีความรู้ในการวางแผนระบบกรองน้ำร้านกาแฟ ก็ควรปรึกษาและเลือกใช้บริการจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อจะได้เลือกใช้เครื่องกรองให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำและความต้องการ เป็นการวางแผนเพื่อประหยัดต้นทุนจากการซื้อเองโดยไม่มีความรู้ได้อีกด้วย
9. ระบบจัดการร้าน (POS)
ระบบจัดการร้านหรือ Point of sale ถือว่าเป็นผู้ช่วยสำคัญที่จะเข้ามาทำให้การดำเนินธุรกิจร้านกาแฟง่ายและสะดวกขึ้น เปรียบเสมือนระบบหลังร้านที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ป้องกันการคิดเงินตกหล่น หรือผิดพลาด ไม่เพียงเท่านั้น การใช้ระบบจัดการร้านยังสามารถช่วยเราบริหารสต็อคสินค้า การวางแผนจัดเตรียมวัตถุดิบ ตลอดจนถึงการบันทึกรายรับรายจ่ายและคำนวณเป็นยอดกำไรให้เสร็พสรรพ ดังนั้น การมีระบบการจัดการร้านที่ดี จะช่วยให้เราสามารถบริหารร้านกาแฟได้ดีขึ้น และง่ายขึ้นนั่นเอง
10. ตู้เบเกอรี่/ ตู้เก็บความเย็น
เพื่อเก็บรักษาส่วนผสมต่างๆ ด้วยความเย็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ไซรัป ซอสคาราเมล เป็นต้น นอกจากนี้ร้านที่มีเมนูอาหารหรือเบเกอรี่จัดจำหน่าย ก็จะเป็นจะต้องมีตู้เบเกอรี่เก็บความเย็นสำหรับเมนูเหล่านี้เช่นกัน โดยการเลือกตู้เก็บความเย็นควรเลือกให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ทั้งคุณภาพ ความคงทน และขนาดที่เหมาะสมต่อร้านของเรานั่นเอง เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุน
จะเห็นได้ว่าก่อนจะเริ่มธุรกิจร้านกาแฟ ก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการวางแผนและการเตรียมความพร้อมที่ดี จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางยอดขายและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจที่ดีตามมา
Ref: https://www.dailynews.co.th/news/2053626/

